Skip to content

ต้นทุนของการใช้ Open source

สิ่งที่เราได้ยินบ่อยๆ เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ open source คือ “ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย” การใช้ open source ในการพัฒนาอะไรขึ้นมาสักอย่างต้นทุนจะถูกลงเพราะไม่ต้องเสียเงินซื้อโปรแกรม บลา บลา บลา

ที่ว่ามาข้างต้นก็ถูกครับ … แต่ถูกครึ่งเดียว

เพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะการใช้งาน open source และใช้มันได้ไม่ใช่ว่าอยู่ดีคลิกที สองทีแล้วใช้งานได้เลย ต้องใช้คนที่มีความรู้เฉพาะด้านนั่นหมายความว่าบุคคลที่ว่านี้ต้องใช้เวลาและสั่งสมประสบการณ์ในการเรียนรู้เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ open source ลองผิดลองถูก จับนู่นนี่นั่นมาทำร่วมกันดูจะได้รู้ว่าอันไหนดีไม่ดี

บ่อยครั้งที่มีคนอยากให้ทำงานให้และใช้ซอฟต์แวร์ open source ในการพัฒนาบางคนได้ยินว่า “ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย” ก็ตีความเอาเองว่า cost ส่วนนั้นไม่มีเพราะโค้ดก็มีแล้ว คนทำก็ใช้โค้ดนั้นแบบได้มาฟรีๆ ไม่ได้เขียนเองแล้วทำไมถึงเรียกแพง แต่คงลืมไปว่าซอฟแวร์พวกนั้นไม่ได้เหมาะกับทุกงานคือมันทำงานพื้นฐานได้แต่จะเอาไปใช้ต่อยังไงให้เหมาะกับงานก็ต้องทำเพิ่มเขียนโค้ดเพิ่ม, config เพิ่มและบางทีเวลาเอาซอฟต์แวร์ที่เขียนไปใช้กับ target environment แล้วมีปัญหาก็ต้องตามแก้กันอีก ซึ่งคนที่มาจัดการตรงนี้ได้ก็ต้องมีความรู้ในส่วนนี้ ซึ่งเรามักพูดกันง่ายๆ ว่าเป็น “ค่าวิชา” แต่จริงๆ แล้วต้นทุนแสนแพงแต่เรามักมองไม่เห็นก็คือ “เวลา” ครับซึ่งกว่าจะทำตรงนี้ได้มันต้องใช้เวลาสั่งสมมา แต่เราเรียกว่าค่าวิชาเพราะคนอื่นจะได้เข้าใจได้ง่าย

ถ้าอย่างนั้นลองคิดเปรียบเทียบกับอาชีพอื่นดูบ้างครับ เช่น หมอ เราไปให้หมอเอาหูฟังแนบ แตะหน้าอก 2-3 ครั้ง เอาปรอทให้อม เอาไฟฉายส่องตาแค่แป๊บเดียวเงินก็ออกจากกระเป๋าเราเข้ากระเป๋าหมอแล้ว หรือทนายความที่รับว่าความเราไปปรึกษาพูดกันปากเปล่าไม่ได้อะไรมาเลยทำไมถึงเสียตังค์ หรือหมอดูทายอนาคตจริงไม่จริงไม่มีใครรู้หรอกแต่บางคนไปให้เขาดูแล้วสบายใจก็ยังต้องจ่ายเพราะนั่นก็คือ “ค่าวิชา”

คนพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ว่าจะเป็นมือเก่า มือใหม่ มืออาชีพ มือสมัครเล่นแต่ก็เป็นอาชีพก็คือการทำงานเหมือนหมอเหมือนทนายความที่ผมยกตัวอย่างนั่นแหละครับ ฉะนั้นใครที่เคยคิดเหมือนอย่างที่ผมเล่ามาก็อยากให้ลองมองในมุมนี้ดูบ้างนะครับ 🙂

Be First to Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.